Powered By Blogger

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

'โฉลก สัมพันธารักษ์' ลงทุนด้วย 'ระบบ' 'เสี่ยงต่ำ-รีเทิร์นสูง'




เปิดแนวคิดลงทุนด้วย “ระบบ” ที่บ่มเพาะมากว่าสามสิบปีบวกด้วยระบบบริหารเงินที่สร้างผลตอบแทนด้วย Leverage



ตอนที่แล้วเราได้รู้จักประวัติชีวิตของ โฉลก สัมพันธารักษ์ หรือ ลุงโฉลก นักเทรดคอมมอดิตี้ ฟิวเจอร์รายแรกๆ ของเมืองไทย แม้ลุงได้วางมือจากการเทรดไปแล้วเกือบ 20 ปี โดยนำวิชาความรู้ทางด้านเทคนิคัลที่หลายคนเชื่อว่าลุงเป็นมือวางอันดับต้นๆ นำศาสตร์และศิลป์จากประสบการณ์การเทรดอนุพันธ์และหุ้นมากกว่าสามสิบปีมาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ขณะที่ชีวิตที่เหลือของลุงอุทิศให้กับการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา
สำหรับแนวคิดการลงทุนที่ลุงโฉลกยึดมั่นเป็นพิเศษและเป็นหัวใจสำคัญของคอร์สอบรมคือการประยุกต์ใช้แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ลุงบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงคือเศรษฐกิจแบบยากจน ที่จริงแล้วความพอเพียงคือความมั่งมี แต่คนเข้าใจผิดเยอะ พอเพียงไม่ได้แปลว่าต้อง "จน" ความจริงแปลว่า "ร่ำรวยในแบบที่พอดี" ไม่มากไม่น้อยเกินไป
นอกจากนี้ ลุงโฉลกยังทิ้งแง่คิดไว้ด้วยว่าการที่เราจะเป็น "ผู้ชนะในตลาดหุ้น" เราต้องมี "แต้มต่อ" มากกว่าคนอื่น ซึ่งคำว่าแต้มต่อคือ "การเทรดโดยใช้ระบบ" ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าโอกาสขาดทุนแทบไม่มี หลักการก็คือต้องสร้างผลตอบแทนในระดับ 20% ต่อปีจะต้องไม่มากไปกว่านี้เพราะจะเกิดความโลภจนเสียระบบ ระดับผลตอบแทน 20% ถือว่าอยู่ในระดับที่พอเพียงแล้ว นอกจากนี้ยังมีวิธีการใช้ Leverage มาขยายวอลุ่มให้สร้างผลตอบแทนมากขึ้นแต่ความเสี่ยงไม่เพิ่มขึ้น
สัปดาห์นี้ ลุงโฉลกจะเปิดเผยแนวคิดการลงทุนโดยใช้ระบบมากกว่าอารมณ์ความรู้สึก ผสมผสานกับการบริหารเงินที่สร้างผลตอบแทนได้สูงโดยที่ความเสี่ยงไม่เพิ่มขึ้น หลักการนี้มีรากฐานสำคัญมาจากปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ลุงมีความเชื่อส่วนตัวว่าถ้าใครยึดถือแล้วจะ "รวย"
 “เรื่องประสบการณ์ลงทุนผมจำไม่ค่อยได้แล้วเพราะวางมือจากการเทรดมานานแล้ว ที่จริงผมลงทุนอย่างจริงจังเพียงแค่ 1-2 ปีเองด้วยซ้ำ”  ลุงโฉลกเล่า
เซียนผู้เฒ่า เล่าว่าสมัยเริ่มต้นก็เทรดแบบคนปกติทั่วไปพอรู้แค่ว่าการลงทุนมี “กำลัง” ของตัวเอง ไม่สามารถไปฝืนกำลังได้ แต่ยังไม่รู้จักกับคำว่า “พอเพียง” จนกระทั่งได้มีโอกาสเป็นข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องการทำสวนทำให้ซึมซับความหมายที่แท้จริงของคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" จึงเริ่มวางแนวคิดการลงทุนในแบบของตัวเองขึ้นมา
“ต่อจากนั้นผมลงทุนโดยใช้ระบบที่สร้างขึ้นเพียงอย่างเดียวเพื่อไม่ให้ความโลภเข้ามาเกี่ยวข้อง พอถึงอายุ 30 ปีผมแทบจะหยุดลงทุนโดยสิ้นเชิงเพราะเงินที่ได้มามัน (มาก) พอแล้ว ผมรู้ว่าความสันโดษพอเพียงคือ "ทรัพย์อย่างยิ่ง" ต่อให้รวยแค่ไหนก็ใส่เสื้อผ้าได้ทีละตัว ขับรถได้ทีละคัน รองเท้าใส่ได้ครั้งละคู่ อาหารกินได้ครั้งละหนึ่งอิ่ม ไม่รู้ว่าจะรวยเยอะๆ ไปทำไม และหันมาใช้เวลาส่วนใหญ่เผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้การลงทุนมาล่อ”
ระบบเทรดในแบบของลุงโฉลกเริ่มต้นจากความคิดที่ว่า จะต้องตั้งเป้ากำไรจากการลงทุนปีละไม่เกิน 20% มากกว่านั้นจะถือว่าเป็นการพนันไม่พอเพียง สำหรับวิธีการลงทุนจะเน้น “กระจายความเสี่ยง” เช่น อาจจะเลือกหุ้นเซคเตอร์ละ 2 ตัว หรือคัดมาจากกลุ่ม SET50 หรือจะเน้นพวกที่ "ปันผลสูง" โดยมีเป้าหมายทำกำไรปีละ 20% และ ปล่อยให้ผลตอบแทนทบต้นไปเรื่อยๆ วิธีการนี้อาจจะมีหุ้นบางตัวที่ขาดทุนบ้างแต่ส่วนใหญ่จะกำไร เมื่อเฉลี่ยออกมาแล้วก็ยังได้ตามเป้า
ลุงโฉลก บอกว่าไม่สามารถที่จะอธิบายเนื้อหาของระบบเทรดที่คิดขึ้นได้ภายในวันเดียวเพราะต้องเรียนรู้หมดทุกระบบซึ่งมีกว่า 100 แบบ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไป เช่น บางระบบเน้นเข้าเร็วออกเร็ว บางระบบซื้อขายหุ้นน้อยครั้งเน้นกำไรรอบใหญ่ สรุปว่าจะต้องมาเข้าเรียนเพื่อให้รู้จักตัวเองว่าเป็นนักลงทุนแบบไหน เมื่อเรียนรู้ระบบแล้ว ทางชมรมฯจะเก็บค่าสมาชิกรายปีซึ่งถูกกว่าข้อมูลจากเมืองนอกมาก ซึ่งจะทำการสรุปข้อมูลตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงเย็นหลังตลาดปิดแล้ว จากนั้นจะให้แนวทางการลงทุนเช่นแนวโน้มกราฟเทคนิคเส้นแนวรับแนวต้านผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปเหมือนเป็นตัวกรองให้สมาชิกต้องนำไปตัดสินใจด้วยตัวเองอีกครั้ง
ที่มาของระบบมาจากหลายทฤษฎี ที่น่าสนใจคือ การนำคณิตศาสตร์ฟิโบนาชีมาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความมหัศจรรย์มาก สามารถพิสูจน์ได้ทุกอย่างแม้แต่การกำเนิดของจักรวาล การแตกหน่อของต้นไม้ และยังสามารถพิสูจน์แนวคิดการลงทุนแบบเน้นความพอเพียงได้ด้วย อย่างเช่น การขึ้นลงของหุ้นแต่ละครั้งมักจะไปทดสอบที่ระดับ 61.8% เสมอ ซึ่งถือเป็นเลขที่ใกล้เคียงค่าพาย เป็นตัวเลข Golden Triangle ของดาวินชี
พอประยุกต์มาใช้กับเรื่องของการลงทุนจะทำให้เรารู้ว่า "จุดอิมแพค" (แรงปะทะ) ของหุ้นอยู่ที่ตรงไหนทำให้เรารู้ว่าควรขายทำกำไรที่ราคาไหน และช่วยให้เราสามารถตั้งระดับความเสี่ยง Reward Ratio ว่ามีความคุ้มพอจะเสี่ยงหรือไม่ เช่น ถ้าคอนเซอร์เวทีฟก็ตั้งไว้ที่ระดับ 1 ใน 3 ถ้าเสี่ยงมากขึ้นก็ 1 ต่อ 2 แต่ถ้า 1 ต่อ 1 มันเหมือนกับการปั่นหัวก้อย มันคือ "การพนัน"
“ถ้าใช้ทฤษฎีนี้มาจับจะสามารถคำนวณทิศทางและโอกาสการขึ้นลงของหุ้นได้ แม้แต่การคำนวณการเดินของหมากรุกที่มีความเป็นไปได้มหาศาลก็ยังคำนวณได้ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้เราว่าจะเสี่ยงเพิ่มหรือควบคุมความเสี่ยง ผมสามารถพิสูจน์ได้แน่นอนว่าสามารถทำกำไรได้ 10% ต่อปี”
ระบบจะทำงานได้ดีจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงของหุ้น ถ้าเล่นหุ้นเพียงแค่ตัวหรือสองตัวโอกาสที่จะขาดทุนมีสูง ถ้าใช้ระบบของเรากับหุ้น 100 ตัว อาจมีบางตัวขาดทุนเราไม่ต้องไปสนดูแค่ภาพรวมพอ อย่าไปให้ความสำคัญกับหุ้นเพียงตัวเดียวเหมือนนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ อันนั้นคือ "การพนัน" ทุกสิ่งทุกอย่างมีกำลังของมันอยู่ ค่าเฉลี่ยย้อนหลังบอกแล้วว่าหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10% เท่านั้น ขนาดวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่เก่งที่สุดของโลกยังสร้างผลตอบแทนได้เต็มที่ปีละ 15.5% เท่านั้น ระบบที่ผมคิดก็มีกำลังในตัวสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10% ไม่เกินจากนี้ ถ้าจะมองมากกว่านี้คือ "ไม่พอเพียง"
การสร้างผลตอบแทนอีกแบบคือการลงทุนใน “ตราสารอนุพันธ์” ความพิเศษคือสามารถใช้ Leverage ในการสร้างผลตอบแทนได้สูง แต่ต้องระวังความโลภที่อาจจะเข้ามาจึงแนะนำให้ตั้งผลตอบแทนไม่เกิน 10% เช่นกัน
วิธีการบริหารเงินในแบบของลุงโฉลก คือ ลงทุนในตราสารอนุพันธ์ 10% ของพอร์ตที่เหลือลงทุนในหุ้นกลุ่ม SET50 เช่น สมมุติมีเงิน 10 ล้านบาท ให้นำเงิน 1 ล้านบาทมาเล่นโกลด์ฟิวเจอร์ 1 สัญญาซึ่งใช้เงินวางมาร์จิน 1 แสนบาท และสร้างผลตอบแทนให้ได้ 10% ส่วนที่เหลือ 9 ล้านบาท ให้ลงทุนในหุ้นโดยมีข้อแม้จะต้องคิดเสมอว่าเงินก้อนนั้นคือ "เงินสำรอง" เวลาที่ฉุกเฉินสัญญาฟิวเจอร์ถูก Call Margin จะมีเงินมาโปะได้ทันเวลา รวมสองก้อนได้ผลตอบแทน 20% ต่อปี อยู่ในระดับที่พอเพียง ถ้าเอาเงินไปลงฟิวเจอร์อย่างเดียวมันเสี่ยงเกินไป
ขณะเดียวกันเรามีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากอนุพันธ์ได้มากกว่านั้นโดยที่ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มเช่นเปิดเพิ่มอีก 1 สัญญา ถ้าสร้างผลตอบแทนได้ 10% ก็จะเพิ่มเป็น 20% ได้ในตัว แต่ขออย่าลงมากกว่านั้นเพราะจะทำให้ระบบที่สร้างขึ้นเสียไป ขอให้คิดว่ายังดีกว่าเอาเงินไปฝากธนาคารที่ให้ผลตอบแทนเพียง 1-2%
“บทสรุปคือการลงทุนโดยใช้เทคนิควิเคราะห์ไม่ใช่การพนันเพราะเราใช้ระบบช่วยคิด แต่การพนันไม่ใช้อะไรเลย ดวงอย่างเดียว”
ลุงโฉลก บอกว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยจะต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารเงินให้มีประสิทธิภาพ สาเหตุที่สิงคโปร์สามารถยึดประเทศเราได้เพราะมีกองทุนเทมาเส็กลงทุนหวัง 10% ทั่วโลก ดูไบก็มีกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ ส่วนของไทยตั้งไม่ได้เพราะมีคนจ้องจะโกงเงิน ทางออก คือ จะต้องกันคนออกไปและใช้ระบบลงทุน คนวางระบบกับคนทำงานต้องแยกออกจากกัน อย่างวิกฤติปี 2540 เราเสียหายเพราะเรื่องบริหารอัตราแลกเปลี่ยนใช้คนเข้ามายุ่งเกี่ยวมากเกินไป ที่จริงเราไปซื้อ Long Position หรือออปชั่นค่าเงินก็ได้ จ่ายแค่ค่าพรีเมียม ไม่จำเป็นต้องซื้อฟอร์เวิร์ดซึ่งต้องใช้เงินมากกว่าก็ได้
สำหรับเป้าหมายต่อไปของชีวิต ลุงโฉลก บอกว่า อยากเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้รับรู้ในวงกว้างมากที่สุด โดยเฉพาะการนำมาใช้ในภาคการเกษตร ถ้าชาวนาชาวไร่สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างออปชั่นก็ไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบเพราะรู้กำไรก่อนที่จะไถหว่านแล้ว รัฐบาลก็สามารถค้ำประกันให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ด้วย ทุกวันนี้เกษตรกรทั่วโลกเปิดบัญชีที่ Chicago board of Trade ทั้งนั้น ปริมาณเงินหมุนเวียนต่อวันที่นั่นมากกว่างบประมาณของสหรัฐอเมริกาทั้งปีเสียอีก เกษตรกรเมืองนอกเขาถึงรวยกัน ถ้าเกษตรกรเข้าใจแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอาจจะตั้งเป้ากำไรที่ 20% แล้วไปซื้อ Put Option เอาไว้ ถ้าราคาขึ้นก็ยกเลิกออปชั่นได้แล้วไปขายใหม่ที่ราคาสูงกว่า
สำหรับนักลงทุน ลุงโฉลก ฝากไว้อยากให้รู้จักกับระบบเทรดให้ดีแล้วลงทุนโดยตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไป ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดมีแต่ระบบที่เหมาะสมกับแต่ละคน เราไม่จำเป็นต้องเล่นได้ทีละเยอะๆ อาจจะได้น้อยๆ แต่ได้ตลอดเวลาดีกว่า ตัวอย่างเช่นเวลาเล่นกาสิโน เมืองนอกจะมีกฎหมายว่าห้ามกินตังค์ผู้เล่นในอัตราความน่าจะเป็นที่ 94% ที่เหลือ 6% เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ตังค์บ้าง เพราะถ้ากินฝ่ายเดียวอีกหน่อยจะไม่มีใครมาเล่น ถ้าโลภมากเกินไปก็จะไม่ยั่งยืนเช่นกัน
 “ผมใช้เวลา 6 ปีหลังมานี้ทุ่มเทให้กับการสอน ไม่เน้นหาเงิน ไม่เที่ยวเมืองนอก แต่ผมมีความสุขเพราะเห็นลูกศิษย์หลายคนประสบความสำเร็จ” แค่นี้ลุงก็มีความสุขแล้ว!!!

2 ความคิดเห็น: